ยังเดียวดายถ้าตายไปใครจะเห็น

 ที่มา คิดจากความว่าง 2 :  http://www.dungtrin.com

หลายๆคนคงเคยได้ยินเพื่อนฝูงหรือตัวเองบ่นๆทำนองนี้มาบ้าง โดยเฉพาะพวกที่อยู่คนเดียว แล้วก็แบ่งเวลาไว้สำหรับนั่งฟุ้งซ่านนานๆ

ถ้ามองว่าตัวเองเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านหรือในห้องพัก แน่นอนครับ ตายไปไม่มีใครเจอหรอก อยากผุพังก็ผุพังไป แต่คนตายทั้งคนนี่ในที่สุดจะเหม็นพอๆกับช้างเน่า อย่างน้อยก็ต้องส่งกลิ่นบ้าง อีกอย่างคนไม่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีใครมาเยี่ยม วันหนึ่งต้องมีคนมาหา อาจจะสองวัน สองอาทิตย์ สองเดือน แต่ไม่น่าจะเกินสองปี หากให้หลักแหล่งที่อยู่ไว้กับใคร ในที่สุดเขาก็ต้องมาตามตัวด้วยธุระติดค้างอย่างใดอย่างหนึ่งจนได้ ส่วนเขาจะเจอกองกระดูกในเสื้อผ้าชุดสุดท้ายของคุณอยู่ในท่าไหน ยังประกอบเป็นโครงดีหรือเริ่มมีตัวอะไรมาลากไปกองคนละทางสองทางแล้ว นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมเดาเอานะครับ จากการเห็นว่าในโลกความเป็นจริง หลายรายอยู่ตัวคนเดียว มีเงาตัวเองเป็นเพื่อน ไม่มีสมาชิกอื่นอยู่ร่วมบ้านเลย ซึ่งก็น่าจะแปลว่าวันนี้นาทีนี้อาจมีผู้คนจำนวนหนึ่งล้มตาย สูญหาย ขาดการติดต่อกับชาวโลกไปเฉยๆโดยไม่มีใครรู้เห็น ยิ่งถ้าญาติน้อย ยิ่งถ้าไม่ค่อยติดต่อกับใคร ยิ่งถ้าหายหน้าไปนานๆเป็นปกติ พวกนี้แหละจะเจอศพยาก

บางคนนั้นใช่ว่าเขาไม่อยากมีเพื่อน ไม่อยากมีญาติ ไม่อยากพบปะใครต่อใครนะครับ เพียงแต่ว่าชะตาชีวิตเหมือนถูกขีดให้ต้องอยู่คนเดียวเหงาๆตลอด อาจเพราะทำงานข้ามจังหวัด หรืออาจเพราะอยู่กับใครแล้วต้องทะเลาะเบาะแว้งเรื่อย หรืออาจเพราะหาคนคอเดียวกันไม่เจอ ก็เลยจำใจปลีกวิเวกเป็นอาจิณ ปลีกไปปลีกมาเลยกลายเป็นการโดดเดี่ยวตนเองอย่างถาวรในที่สุด

คุณเชื่อไหม ถ้าอยู่คนเดียวแล้วเหงาจะชอบคิดถึงความตายบ่อยๆ คือบางทีไม่ได้ ‘อยากตาย’ หรือคิดจะลงมือฆ่าตัวตายนะครับ แต่อารมณ์เหงา เศร้า หดหู่ มักนำไปสู่จินตนาการเกี่ยวกับจุดจบของชีวิตเสมอๆ แต่ให้ตายจริงอาจยังแหยงๆอยู่ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบตัดสินว่าระหว่างอยู่หรือตายดีกว่ากัน

คนส่วนใหญ่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น คือถ้าไม่มีสังคม ถ้าไม่มีการยอมรับกัน ถ้าไม่มีความอบอุ่นใจ ถ้าไม่มีความรื่นเริงบันเทิงสุข ก็เหมือนไม่รู้จะอยู่ไปทำไมคนเดียวให้เปลี่ยวเปล่า

การอยู่อย่างเดียวดายดูเป็นเรื่องน่ากลัวกว่าความตาย มีน้อยครับ น้อยเท่าน้อยที่อยู่คนเดียวเพราะอยากเป็นส่วนตัว อยากทำงานโดยไม่มีใครตอแย อยากทำสมาธิโดยไม่มีคนทำเสียงกุกกักรบกวน อยากเห็นจิตของตัวเองสว่างโร่ไม่รู้หรี่ เสพวิเวกสุขอย่างสำเริงสำราญหนำใจ คนพวกนี้จะมีลักษณะประหลาดในสายตาชาวบ้าน เพราะอยู่คนเดียวแต่ท่าทางไม่เหงา ไม่ทำตาเศร้า ตลอดจนไม่มีท่าว่าเป็นนักเล่าเรื่องชวนฟุ้งซ่านให้ผนังบ้านฟัง ไม่ขังตัวเองไว้กับอดีต ไม่ขีดเขียนข้อความเกี่ยวกับอนาคตอันว่างเปล่า ไม่ร้อนหนาวกับความเป็นหรือความตาย

ระหว่าง ‘คนทั่วไป’ กับ ‘คนไม่กลัวความโดดเดี่ยว’ ต่างกันอย่างไร? ลองคิดดูเล่นๆ เอาแค่สองสามข้อพอนะครับ

คนทั่วไปมองความมีชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ๆให้ผ่านไปวันๆเถอะอย่าคิดมาก ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องมีผลงานให้นึกถึง ไม่คิดสร้างประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ไม่มีการทำบุญตามโอกาส แถมแปลกแต่จริง ที่บางคนไม่อยากตาย แต่ก็ชอบนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น เห็นที่นอนเมื่อไหร่จะหมดเรี่ยวแรง ตาปรอยแขนขาอ่อนปวกเปียกทันที พูดง่ายๆคนพวกนี้ไม่อยากตายเพราะจะได้อยู่เพื่อนอนนั่นเอง เกรงว่าตายแล้วจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวอีกต่อไปกระมัง

แต่สำหรับคนไม่กลัวความโดดเดี่ยว มักอยู่นิ่งไม่ได้ ไม่ใช่ลิงนะครับ คือเคยชินกับการทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา เสร็จจากนี่เดินไปโน่น เสร็จจากโน่นผันไปทางโน้นต่อ เรื่องที่ทำก็มักเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าวันไหนในชีวิตผ่านไปโดยปราศจากการลงมือกระทำการ วันนั้นจะตะครั่นตะครอ หรือตะคริวจะถามหาเอา คนพวกนี้จะเห็นประโยชน์ของการมีชีวิตอยู่เพื่อให้ได้ทำอะไรไปเรื่อยๆ ถ้าจะกลัวตายก็อาจมีเหตุผลคือเกรงจะไม่ได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบอีกแล้ว

คนทั่วไปมองความตายเป็นเรื่องพิเศษ สมควรที่โลกจะต้องรับรู้การจากลาชั่วนิรันดร์ของเขา หากทราบว่าอาจต้องตายแบบไม่เป็นที่รับรู้ จึงเกิดความสงสารตัวเองเป็นพิเศษ ประมาณว่า โถ… ชีวิตบัดซบ ดูซิตอนอยู่ก็ไม่มีความสำคัญ แม้ตอนตายก็ไม่มีใครแลเห็น เหตุใดจึงน่าอนาถขนาดนี้ จินตนาการไปไกลถึงขั้นเห็นศพตนเองนอนอวดซากอย่างโจ๋งครึ่ม อาจเป็นภูเขาหนอน หรืออาจเป็นแหล่งผลิตกลิ่นน่าคลื่นเหียน หาโลงห่อหุ้มกันอุจาดมิได้

แต่สำหรับคนไม่กลัวความโดดเดี่ยว งานที่ชอบใจบางอย่างอาจต้องลุยป่าลุยเขา หรือออกต่างจังหวัดลับหูลับตาญาติมิตร เขาก็ไม่มีเวลาคิดว่าตัวเองอาจตายในท่าไหน เมื่อไหร่ อย่างไร อาจตายใต้ต้นไม้ตรงไหนสักแห่งที่ไม่มีคนเดินผ่าน อาจตายเพราะถูกฟ้าผ่าขณะไต่เขายักแย่ยักยัน หรืออาจตายเพราะโดนยิงขณะทำหน้าที่นักข่าวถ่ายภาพคนอื่นยิงกัน ทุกความเป็นไปได้ไม่ใช่เรื่องน่าพรั่นพรึง ตราบเท่าที่งานอันเป็นที่รักพาไป คนเหล่านี้อาจไม่มีกระทั่งจินตนาการในหัวว่าตัวจะตายดีหรือตายทุเรศในสายตา คนอื่น เพราะเห็นว่าเนื้อหาของความตายก็คือความตาย เป็นเรื่องธรรมดาเสมอกัน ส่วนคนอยู่ข้างหลังจะเห็นแล้ววิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาสนุกปากแค่ไหนก็ช่าง ปะไร

ใช้ชีวิตต่างกัน มุมมองต่างกัน ในหัวก็เห็นความเป็นกับความตายต่างกัน

การใช้ชีวิตเริ่มจากวิธีคิด วิธีจินตนาการ และวิธีตั้งมุมมองของแต่ละคน ซึ่งเผยออกมาเป็นวิธีพูดกับวิธีกระทำการจนได้ ไม่ช้าก็เร็ว โดยย่นย่อใครมีเจตนาอย่างไร ตัวตนก็เป็นอย่างนั้น ผลอันควรแก่ตัวตนก็เกิดขึ้นอย่างนั้น

เจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ หากสร้างตัวตนอันเฉื่อยชาควรคู่กับความเหงาหงอย ความเหงาหงอยก็เพรียกหาเสมอ แต่หากสร้างตัวตนอันกระตือรือร้นควรค่ากับความรื่นเริง ความรื่นเริงก็จะอยู่เป็นเพื่อนตลอดไป

เวลา คุณตาย คนแรกที่เห็นไม่ใช่เพื่อนของคุณ ไม่ใช่ญาติของคุณ ไม่ใช่คนรักไหนๆของคุณ แต่เป็นกรรมของคุณเอง กรรมของคุณไม่มีตาเห็น ไม่มีใจรู้ แต่เขาอยู่กับคุณในที่ที่คุณตาย ไม่ว่าอยู่อย่างเดียวดายหรือห้อมล้อมด้วยญาติมิตร คุณจะเห็นเขาโดยความเป็นนิมิตมัจจุราชหรือเทวดาหน้าตาอย่างไรก็ตาม เขาจะเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โดยขั้นแรกสุดคือทำให้คุณตายอย่างเศร้าหมองหรือเบิกบาน

แม้คุณเห็นว่ายังไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องรู้ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องเชื่อว่าตายแล้วไปไหน แต่คุณคงอยากเป็นสุขก่อนตาย ไหนๆต้องเกิดแบบร้องไห้แล้ว จะตายทั้งทียิ้มแย้มเสียหน่อยจะเป็นไร

กับคนเชื่อเรื่องคติข้างหน้ายิ่งแล้วใหญ่ ความสุขก่อนตายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด เพราะใจที่เป็นสุขเป็นใบรับประกันใบเดียวที่ตัวคุณเองรู้สึกว่าจับต้องได้ ความสุขใกล้ตายจะทำให้คุณนึกถึงตั๋วเดินทางเฟิร์สคลาสหรืออย่างน้อยก็ชั้นบิ สิเนสของสายการบินระดับโลก ขณะที่ความทุกข์ใกล้ตายจะทำให้คุณนึกถึงตั๋วขาดๆที่ซื้อแบบลวกๆรีบๆเพื่อ ขึ้นขบวนรถไฟสกปรก เห็นๆอยู่ว่าแออัดยัดเยียดยิ่งกว่ารถที่ขนหมูไปเชือด

ตอนยังอยู่ ใจคุณจะนึกถึงจิตก่อนตายว่าเป็นความใกล้ดับ แต่เชื่อเถอะครับ ใกล้ตายจริงๆใจคุณจะนึกถึงการเดินทางต่อ ทำนองเดียวกับที่วินาทีนี้คุณจะไม่รู้สึกใกล้ชิดกับการหลับฝัน ไม่เห็นการหลับฝันโดยความเป็นการเดินทางอันยาวนานหลายชั่วโมงไปสู่ที่หมาย คือการตื่นนอน ต่อเมื่อใกล้หลับจริงๆ คุณจะสัมผัสถึงความเคลิ้ม ความโรยแรง และความดิ่งลง อย่างรู้สึกได้ถึงการรอที่จะตื่นขึ้นในอีกหลายๆชั่วโมงข้างหน้า

การใช้ชีวิตเป็นปกติอย่างทุกวันนี้ คือตัวกำหนดว่าคุณเลือกให้กรรมแบบไหนเห็นคุณก่อน ระหว่างกรรมสว่างกับกรรมมืด หากคุณสมัครใจจะให้กรรมมืดนำทาง ก็จะมีปกติก่อกรรมดำไว้มากโดยไม่ต้องแคร์ใคร ไม่ไปสนใจเตรียมตัวรับความจริงสุดท้าย แต่หากเผื่อใจอยากให้กรรมสว่างนำทาง ทำนายได้ว่าคุณต้องสวนกระแสโลกมาไม่น้อย เรียกว่าพยายามกัดฟันทำกรรมขาวไม่ได้ขาด ซึ่งก็ดีแล้ว คุณจะเป็นผู้ให้คำตอบแก่ตนเองในขณะเข้าด้ายเข้าเข็ม ว่ากรรมขาวเท่านั้นกระทำจิตให้สว่าง เบิกบาน อบอุ่น และเชื่อมั่น ไม่ใช่กรรมดำเลยที่ทำให้เป็นสุขก่อนตาย เยี่ยงเดียวกับคนเห็นตั๋วเฟิร์สคลาสในมือ ย่อมรู้สึกชัดเจนอยู่เองว่าเดี๋ยวได้นั่งสบาย ได้ถ่ายสะดวก ได้พวกร่วมเดินทางหน้าตาดี ได้มีปลายทางที่เจริญแล้ว เพราะเที่ยวบินที่มีชั้นเฟิร์สคลาสคงไม่พาไปลงสนามบินกลางสงครามของบ้านป่า นาเถื่อนอย่างแน่นอน

แต่หากเที่ยวบินนั้นไม่พาไปไหนเลย กรรมขาวก็จะไม่ทำให้คุณเกิดความรู้สึกเดียวดายก่อนดับแด คุณจะมีชีวิตอยู่อย่าง ‘คนมีอะไรทำ’ เสมอ เพราะบุญกุศลย่อมนำทางให้ตาสว่างได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ว่ามีอะไรน่าทำบ้าง มีอะไรควรหลีกเลี่ยงบ้าง

ใช้ๆชีวิตตามความเชื่อไปเถอะครับ แล้วเดี๋ยวอีกไม่นานก็รู้เองว่าความเชื่อของแต่ละคนจะพาไปเจออะไรกันบ้าง


 

สิ่งที่คุณกำลังมี

คู่ควรแล้วกับสิ่งที่คุณเคยทำ

สิ่งที่คุณกำลังทำ

สมควรแล้วกับสิ่งที่คุณจะต้องเผชิญ

Comment

Comment:

Tweet

เหยดดดดดดดดดดดดดด สุดยอดเจงเจง

#1 By sigh (58.9.18.241) on 2012-04-10 15:45

Recommend