StoryInLove

จากเป็น จากตาย

posted on 02 Jun 2012 23:04 by luve in StoryInLove

จากเป็น จากตาย 

โดย คุณดังตฤณ
ที่มา http://howfarbooks.com/
จากนิตยสาร- ขวัญเรือน



ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์อีกขั้นหนึ่ง
ต่อให้คุณรักษาความรักไปได้จนกระทั่งแก่เฒ่า
ในที่สุด คุณก็ต้องตายจากกัน


คนเรามักจะกลัวกันว่าจะไปกันไม่ได้
เดี๋ยวอยู่ด้วยกันปีสองปีก็ต้องเลิกกัน มัวแต่ระแวงอยู่แค่นี้
แต่จริง ๆ จะมีสักกี่คนที่ตระหนักตั้งแต่เริ่มเลยว่า

ความรักครั้งนี้ เป็นไปเพื่อจุดจบ ไม่ใช่เพื่อเป็นอมตะ
การจากกันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความรัก


แม้กระทั่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
ความรักจะเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ
คือเคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ก็คืออยู่ในปัจจุบัน
ถ้าหากว่าไม่เคยมีอดีตชาติ จะเกิดความรักได้ยังไง
มันเป็นองค์ประกอบของความรัก

เพราะฉะนั้น การตายจากกัน คือส่วนหนึ่งของความรัก
ถ้าไม่ตายจากกัน ก็ไม่มีอดีตชาติ
แต่ถ้าจากกันเป็น ความรักจะไม่ตาย


เพราะแม้กระทั่งคุณอยู่ด้วยกันไม่ได้
แต่ถ้าหากมีวิธีจากกันด้วยดี มีความเข้าใจ
เห็นค่าของการจากกันอย่างถูกต้อง
ก็สามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ใหม่

แต่ถ้าหากจากกันไม่เป็น บางทีมันเผาทุกอย่างทิ้งหมดเลยนะ
ไม่เหลือเชื้อที่จะกลับมาต่อกันติดได้อีก
และธรรมชาติของคน เมื่ออยู่ด้วยกันนาน ๆ
ย่อมมีแรงผลักเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เกิดความเบื่อ เกิดความขัดแย้ง
เพราะฉะนั้น แรงผลัก พอสะสมตัวมากขึ้น ก็ต้องแยกออกจากกัน
แต่ตอนแยกออกจากกัน ถ้าเรามีวิธีที่ดีพอ
ก็สามารถกลับมาดึงดูดกันใหม่ได้

ธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล
มีดูดเข้าหากันและผลักออกจากกันตลอดเวลา
ความรักก็เช่นกัน มันไม่ใช่ดูดเข้าหากันอย่างเดียว
ถ้าคุณไม่รู้วิธีที่จะรักษาความรู้สึกไว้
วันหนึ่ง มันต้องแยกจากกัน
หรือต่อให้คุณรู้วิธีรักษาความรู้สึกไว้ตลอดรอดฝั่ง
วันหนึ่ง ก็ต้องตายจากกันอยู่ดี
แต่จากกันเป็นนั่นแหละ ที่จะรักษาความรักไว้ไม่ให้ตายตาม

และเมื่อคุณพร้อมที่จะตายจากกัน หรือแยกจากกัน
แต่โจทย์มีอยู่ว่า ถ้าคุณเข็ดขึ้นมาล่ะ คุณไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีก

สุดท้ายคือ มีอีกวิธีหนึ่ง
ที่คุณจะได้ไม่ต้องจากกันอีก
ก็คือเจอกันในนิพพาน


แล้ววิธีเจอกันในนิพพาน
คุณต้องสามารถที่จะรู้จักความสุขที่เกิดจากการไม่มีตัวตน
ความสุขที่เกิดจากการยกระดับรักขึ้นมา
จากรักแบบโลก ๆ รักแบบหลง ๆ ให้รักแบบที่ไม่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
รักแบบสามารถมีความกรุณาอยากช่วยเหลือกัน สามารถยินดีต่อกัน
แม้กระทั่งว่าเลิกกันไปแล้ว ก็สามารถยินดีกับเขาได้
เมื่อได้ข่าวว่าเขาประสบความสำเร็จรุ่งเรือง
หรือแม้กระทั่งคนรักของคุณตายไปด้วยสภาพน่าอเนจอนาถ
ก็มีเหตุผลมากพอที่จะบอกตัวเองได้ว่า
นี่เป็นกรรมของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปยื้ออะไรได้

ถ้าใจคุณเป็นกลางมากพอ ถ้าใจคุณรักอีกแบบหนึ่งเป็น
คุณพร้อมที่จะยกระดับจิตขึ้นไปสูงกว่านั้นอีก
ก็คือ มองเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงมีแค่เหตุแค่ผล
เมื่อมีเกิด ต้องมีดับ เมื่อมีพบกัน ต้องมีการพรากจากกัน

ถ้าหากว่าคุณจะออกจากกฎระเบียบเหล่านี้
คุณต้องไม่ติดกับหมุดยึด หมุดยึดสำคัญคือกาม


คุณสละกามได้ คุณเห็นอะไรที่เป็นความจริง
ว่าทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา เพราะมันไม่ใช่ตัวตน
ในที่สุดจิตของคุณจะหลุดจากความยึดติดถือมั่นหรืออุปาทาน
ว่านี่เป็นตัวเป็นตน นี่เป็นคู่ของเรา นี่เป็นตัวที่เราสามารถบังคับได้
ในที่สุด คุณจะพบกับอะไรอีกอย่างหนึ่งที่พ้นมาจากตัวตนแบบนี้

นี่คือข้อสรุปของรักแท้มีจริง
รักแท้ที่จริง สามารถที่จะรักโดยไม่ต้องมีกามมาล่อ
รักได้โดยไม่ต้องรู้ว่าคนคนนี้ทำอะไรให้เราเดือดร้อนหรือเปล่า
ทำความเจ็บแค้นให้เราหรือเปล่า
คือสามารถรักได้ ขอให้เป็นสิ่งมีชีวิตเถอะสามารถรักได้หมด
และสามารถเห็นได้หมดว่า
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นแค่เหตุแค่ผลชั่วคราว
เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นอย่างหนึ่ง มีผลตั้งอยู่ไประยะหนึ่ง
แล้วเดี๋ยวก็ต้องดับไป ไม่มีตัวตนที่แท้จริง

ตัวนี้แหละ ความรักที่เกิดขึ้นจาก
จิตใจที่เข้าใจอะไรอย่างแท้จริงถ่องแท้
เป็นสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขนิรันดร์

edit @ 20 Jun 2012 10:26:40 by LuVe ~

วันคืนที่เลวร้ายร่วมกับคนที่เรารัก

  ที่มา คิดจากความว่าง 3 :  http://www.dungtrin.com

ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้?

ก็คุณยั่วให้ทำน่ะสิ!

หน้าตัวเมียเอ๊ย! รังแกผู้หญิง ตบอีกสิ! หรือจะฆ่าให้ตายก็เอา!

ใช่! ผมมันหน้าตัวเมีย แต่คุณน่ะตัวเมียขนานแท้และดั้งเดิมเลย คิดผิดจริงๆที่มาอยู่ด้วย!

ฮึ! ใครกันแน่ที่คิดผิด? ตอนแรกฉันบอกไม่เอาๆ ใครเป็นคนตามตื๊อตามจีบเช้าถึงเย็นถึง?

ก็ตอนนั้นผมไม่รู้นี่ว่าคุณมันร้ายขนาดนี้

ต้นตอความร้ายของฉันก็คือความชั่วของคุณนั่นแหละ!

เรื่องของเรื่องคือผมไม่ทำอย่างใจคุณเท่านั้น! ผมชั่วตรงไหน?

อ๋อ! ที่ตบผู้หญิงได้นี่ยังเป็นคนดีอยู่เหรอ?

ผมเป็นแค่คนธรรมดาที่อาจตบะแตกได้ ถ้าถูกยั่วด้วยคำหยาบๆคายๆ ลามปามถึงโคตรเหง้า!

ก็ถ้าถูกสั่งสอนมาดี จะมีหลายใจอย่างนี้รึ?

คุณนั่นแหละ ดูตัวเองดีๆเถอะว่าเผื่อใจไว้ให้กี่คน! สำหรับผมรู้แน่แก่ใจว่ามีคุณคนเดียว!

มีฉันคนเดียว? แล้วในอีเมลนั่นน่ะใคร?

คุณค้นในสิ่งที่ไม่ควรค้น ก็ต้องเจออะไรที่ไม่ควรเจอเป็นธรรมดา ผมเล่าให้ฟังตั้งนานแล้วว่านั่นแฟนเก่า ถ้าเธอติดต่อถามไถ่ทุกข์สุข คุณจะไม่ให้ผมตอบกลับไปเลยหรือ?

ทำไมเลิกไม่เป็นเลิก? หญิงชายติดต่อกันน่ะ เป็นได้แค่แฟนหรือไม่ก็คู่นอนเท่านั้น!

งั้นคุณไม่ต้องไปทำงานแล้วนะ ออฟฟิศคุณน่ะ ผู้ชายที่ต้องติดต่อกันทั้งนั้น!

โอเคเลย! คุณเลี้ยงฉัน ให้เงินฉันมากเท่าเงินเดือนปัจจุบัน สิ้นปีให้โบนัสสิบเดือนอย่างที่เคยได้ด้วย แล้วพรุ่งนี้ฉันจะไปลาออก!

ปัดโธ่เอ๊ย!

พูดได้แค่เนี้ยเหรอ? ปัดโธ่เอ๊ย!

เอาล่ะ… เรามาพูดดีๆดีกว่า ทีหลังอย่าขึ้นมึงขึ้นกูแว๊ดๆใส่ผมอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าเล่นถึงพ่อถึงแม่!

เวลาทะเลาะกันเขาก็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ!

มันถึงอยู่กันไม่รอดทั้งนั้นไง!

ถ้าคุณไม่ทำเรื่องน่าด่า ฉันก็จะไม่ด่า!

ทำตามสามัญสำนึกก็น่าด่าหรือ?

นี่ไม่ใช่เรื่องสามัญสำนึก แต่เป็นเรื่องถ่านไฟเก่า!

คุณรู้ไหม ทุกเรื่องคือเรื่องของสามัญสำนึกทั้งนั้น? ถ้าขาดสามัญสำนึกตัวเดียว ทุกอย่าง ‘เป็นเรื่อง’ ได้หมด!

แล้วสามัญสำนึกของคุณบอกว่าฉันเป็นใคร? มีสิทธิ์จะหวงคุณได้บ้างไหม?

ตอนนี้เหรอ? สามัญสำนึกบอกผมว่าคุณคือคนแปลกหน้า ที่ผมเผลอเซ็นแกร๊กหนึ่งตอนช่วงหน้ามืด ยินยอมให้เป็นเมีย แต่ผมไม่เคยยินยอมให้ถือสิทธิ์ออกกฎบงการชีวิตผมนะ!

ฉันไม่ได้บงการชีวิตคุณ ฉันแค่รู้สึกว่าควรมีสิทธิ์หวงคุณบ้าง จะเสียสละอะไรเล็กๆน้อยๆให้ฉันบ้างไม่ได้หรือไง?

มี เหตุผลอะไรที่ต้องเสียสละให้คนแปลกหน้าขนาดนั้น? ก่อนแต่งคุณเป็นแค่คนแปลกหน้าที่ทำตัวน่ารักอย่าบอกใคร แต่หลังแต่คุณกลายเป็นคนแปลกหน้าที่มีพฤติกรรมน่ารังเกียจเป็นที่สุด!

เหรอ…

นี่… ขอล่ะ อย่าร้องไห้ได้ไหม… เอาล่ะๆ ผมขอโทษ ผมพูดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ และความจริงเราสองคนก็กำลังเต็มไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ… โอเค… นิ่งซะนะ

เรารักกันโดยไม่มีวันคืนที่เลวร้ายจะได้ไหม?

ผมเชื่อว่าวันคืนที่เลวร้าย เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตร่วมกับคนที่เรารัก แต่วิธีที่ช่วยกันทำให้เรื่องลงเอย จะเป็นตัวชี้ขาดว่าเราไปด้วยกันไม่รอด หรือจะรักกันมากขึ้น

ฉันทนคุณได้ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องผู้หญิง

ผมยอมรับ ว่าวันหนึ่งผมอาจพลาดในเรื่องที่คุณไม่อาจทน แต่วันนี้คุณพลาดในเรื่องที่ผมทนไม่ได้ไปแล้วนะ

แล้วจะให้ฉันทำยังไง?

เราต่างหากที่ต้องทำร่วมกัน ถามใหม่ว่าเราจะทำยังไงร่วมกัน

โอเค! แล้วเราจะทำยังไงร่วมกัน?

เริ่มต้นดูใจกันดีๆอีกที ดูว่ามาถึงตรงนี้ เรายังรักและอยากอยู่ด้วยกันมากพอหรือเปล่า

ถ้าไม่พอ เราคงไม่ตกลงใจแต่งงานกันตั้งแต่แรกใช่ไหม?

การแต่งงานไม่ใช่บทพิสูจน์สุดท้าย เราอาจจะแค่นึกว่าใครๆก็ต้องทำอย่างนี้ ชีวิตถึงจะสมบูรณ์ เราเลยทำมั่ง พอแต่งแล้ว รู้จักชีวิตแต่งงานจริงๆแล้วอย่างนี้แหละ ถึงพิสูจน์ใจว่าต้องการชีวิตแบบนี้จริงไหม และต้องการไปเพื่ออะไรแน่

สำหรับฉัน แค่อยากมีความสุข มีความอบอุ่นกับชีวิตคู่ที่ดีพอ

งั้นคุณต้องมองให้เห็น ว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยเป็นสุขร่วมกัน เราแค่ ‘สมใจอยาก’ ร่วมกันเป็นคราวๆไป แล้วก็เพิ่มความอยากอื่นๆตามมาเป็นระลอก ผมอยากเป็นอิสระ ส่วนคุณอยากจะคุมผมไว้ หรือไม่เราก็สลับบทกันเป็นนักโทษและผู้คุม จนกว่าวันใดวันหนึ่ง คนใดคนหนึ่งจะทนไม่ไหว เกิดความอยากขั้นสุดท้าย คือแหกคุกหนี!

แล้วทำยังไงถึงจะมีความสุขร่วมกัน?

เราต้องมีดีกว่านี้ ดีกว่าความอยากฝ่ายต่ำ ดีกว่าความระแวงกัน และดีกว่าความรู้สึกอึดอัดใจกัน ที่จะดีขึ้นได้ไม่ใช่ปล่อยใจตามอยากเอาเข้าตัว เพราะความอยากรังแต่จะลากเราลงต่ำ ทั้งคุณและผมต้องตั้งความปรารถนาที่จะทวนกระแสเสียบ้าง

ยังไงล่ะคะ?

แทน การย่ำอยู่กับที่ และแทนการคิดเอาเข้าตัว ก็ช่วยกันคิดสละให้คนอื่นบ้าง ลองไปในที่ที่ไม่เคยคิดจะไปด้วยกันบ้าง ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำด้วยกันบ้าง เคยนึกไหมว่าถ้าตื่นเช้ากว่าเดิม แล้วไปยืนใกล้ประตูวัดเพื่อใส่บาตรพระด้วยกันจะเป็นทุกข์หรือเป็นสุข? เคยนึกไหมว่าถ้าเราตั้งหัวข้อคุยดีๆที่ทำให้ใจเย็นตอนอยู่ด้วยกันจะเป็นยัง ไง?

คุยเรื่องอะไรแล้วใจเย็นบ้างล่ะ ฉันนึกไม่ออกนี่

ทั้งผมทั้งคุณใจร้อน ถ้าคุยตามใจอยาก ก็มีแต่เรื่องร้อนๆทั้งนั้น ผมเอาหนังสือธรรมะให้คุณอ่านตั้งหลายเล่ม คุณเคยอ่านบ้างหรือเปล่า? ธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้วนะ ถ้าคุณอ่านบ้าง คุณจะเห็นเรื่องใจร้อนใจเย็นที่เราเป็นกันอยู่นี้แหละ คือหัวข้อธรรมะที่คุยสนุกเป็นที่สุด!

 

คนสองคน

ยังไม่แต่งงานกันจริง

ตราบเท่าที่ยังมองไม่เห็น

ว่าจะเป็นสุขร่วมกันได้อย่างไร

ฉันเป็นใคร… ทำไมถึงรักคุณ?

 ที่มา คิดจากความว่าง 3 :  http://www.dungtrin.com

รู้ไหมทำไมฉันถึงรักคุณ?

ไม่ถามตัวเองล่ะ ทำไมต้องมาถามผม?

เพราะคุณหาเหตุผลได้เก่งกว่าฉัน!

ถ้าคราวนี้ผมหาเหตุผลไม่ได้อะไรจะเกิดขึ้น?

ฉันจะเลิกกับคุณวันนี้ เพราะทนกับเรื่องไร้เหตุผลไม่ได้!

บ๊ะ! ขนาดนั้น! คุณถูกสอนมาอย่างไรกันนี่?

คุณพ่อเคยสอนว่าทุกสิ่งต้องมีเหตุผล คนที่ไม่รู้เหตุผลว่าตัวเองมายืนตรงนี้ทำไม คือคนที่ไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ก็เสียความเป็นตัวของตัวเองให้กับบางสิ่งที่เหลวไหลไปเสียแล้ว!

การได้คำตอบจากคนอื่น ถือว่ามีความคิดเป็นของตัวเองแล้วหรือ?

ฉันกำลังตกหลุมรัก และพบว่าในหลุมเต็มไปด้วยกำแพงบังแสง ใจฉันไร้ความสามารถที่จะคิดในขณะมองอะไรไม่เห็น!

เอาล่ะ! งั้นเรามาลองเสียเวลาหาคำตอบร่วมกัน เพราะผมไม่อยากเสียคุณไปในขณะที่คุณยังรักผม และผมก็ยังรักคุณ

ทำไมคุณถึงรักฉัน?

นั่นเป็นคำถามที่ง่ายขึ้น… ส่วนที่ขาดของเพศชายคือเพศหญิง ส่วนที่ขาดของบ้านคือคนในครอบครัว ส่วนที่ขาดของอารมณ์คือคนรู้ใจ ส่วนที่ขาดของความผูกพันคืออัธยาศัยที่ต้องกัน ส่วนที่ขาดของผมคือตัวคุณ และความรักจะนำส่วนที่ขาดหายมาคืนผม ผมจึงรักคุณเพื่อไม่ให้มีอะไรขาดหาย!

ฉันฟังไม่รู้เรื่อง… และนั่นก็แสดงว่าที่คุณพูดมาไม่ใช่เหตุผลเดียวกันกับที่ฉันรักคุณ เพราะถ้าใช่ ฉันก็คงกระจ่างแล้ว

นี่แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังหาเรื่องเลิกกัน?

เปล่าเลย… ตรงข้าม ฉันอยากอยู่กับคุณไปจนตาย และฉันก็สับสนว่าทำไม ฉันทนความสับสนของตัวเองไม่ได้

โอเค! งั้นเริ่มจากตรงนี้ก่อน คุณไม่เหมือนคนอื่น

นั่นเป็นสิ่งที่ฉันรู้อยู่แล้ว และไม่ได้ต้องการคำตอบจากคุณเลย!

เหตุผลของคนที่ไม่เหมือนคนอื่น บางครั้งอาจไม่มีเหตุผลที่แท้จริง

นี่คุณว่าฉันเป็นคนไร้เหตุผลรึ?

แน่นอนคุณมี! แต่คนเราก็มีทั้งเหตุผลทางความคิด และเหตุผลทางอารมณ์ กรณีนี้ผมคิดว่าเป็นเหตุผลทางอารมณ์ ถ้าหากเราเจอตัวอารมณ์อันเป็นต้นตอความรัก ความสงสัยของคุณก็ยุติ

อารมณ์ของฉันอยู่ตรงไหน?

อารมณ์ของทุกคนอยู่ที่ความพอใจและความไม่พอใจ ไม่ว่าคุณจะอยากเป็นตัวของตัวเองมากแค่ไหน แตกต่างจากใครทั้งโลกเพียงใด อย่างไรคุณก็ต้องเหมือนกับคนอื่นที่ตรงนี้

ฉันเริ่มเก็ตแล้ว ว่าต่อไปซิ

ถ้าผู้ชายสักคนมีดี มีแต่เรื่องน่าพอใจ คือรูปหล่อ โดดเด่น ความสามารถสูง ซื่อสัตย์ คารมดี ปากหอม ตัวไม่เหม็น ขยันเอาใจ รายได้งาม เก็บเงินเก่ง แต่แฟนแบมือขอเมื่อไหร่รีบหยิบให้ทันที อย่างนี้ไม่มีผู้หญิงที่ไหนลังเลแน่นอน เจอเมื่อไหร่ตะครุบเมื่อนั้น แต่ที่ลังเลก็เพราะในโลกความเป็นจริง ผู้ชายขาดข้อดีน่าพอใจไปหลายข้อเหลือเกิน ข้อไม่ดีไม่น่าพอใจนั่นแหละตัวการทำให้สับสน

หึหึ แต่ฉันไม่ได้สับสนลังเลแบบผู้หญิงเลือกไม่ถูกหรอกนะ ข้อดีน่าพอใจที่คุณพูดมาทั้งหมด ฉันเคยเจอในคนอื่น ฉันพอใจ… แต่ไม่รัก! กลับมารักคนที่มีไม่ครบอย่างคุณแทน นั่นแหละฉันถึงต้องรู้ให้ได้ว่าทำไม!

นี่กล่าวหาว่าผมใช้คุณไสยเหรอะ?

นั่นเป็นเบื้องหลังที่ฉันควรรู้หรือเปล่าล่ะ?

ถ้าผมเล่นคุณไสย หน้าคุณดำปี๋ไปแล้ว ไม่สว่างโร่เหมือนคนกำลังหัวใจพองโตอย่างนี้หรอก

สรุปคือไม่มีคำตอบที่ฉันควรรู้ใช่ไหม?

มีสิ! งั้นผมเอาความจริงมาตอบแล้วกันนะ

ที่ตอบๆมาเป็นความเท็จหรอกหรือนี่?

ความจริงบางส่วนกับความจริงทั้งหมดมันต่างกัน หูตาคนเราถูกตีกรอบให้รับได้แค่ความจริงบางส่วน ถ้าอยากทะลุกรอบออกไปรับความจริงทั้งหมด คุณต้องมีมากกว่าหูตา

อะไรที่ต้องมี?

จิตที่หยั่งรู้ ไม่ใช่จิตที่เอาแต่คิดเดา!

แล้วจิตที่หยั่งรู้ บอกว่าความรักเกิดจากอะไร?

เกิดจากการเคยอยู่ร่วมกันมาก่อนหนึ่ง เกื้อกูลกันในปัจจุบันหนึ่ง

หมายความว่าชาติก่อนฉันเคยอยู่กับคุณหรือ?

อดีตชาติเป็นความลับ และถ้าคุณรู้ความลับ ก็อาจจะต้องเลิกรักผม

เพราะอะไรกัน?

ถ้าคุณรู้ความลับ แปลว่าคุณไม่ได้แค่คำตอบเกี่ยวกับความรัก แต่ยังรู้อีกด้วยว่าคุณเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่บนโลกใบนี้!

ฉันเป็นใคร ทำไมถึงต้องเลิกรักคุณ?

พวกเราเป็นเหยื่อของความไม่รู้! ความไม่รู้ทำให้เราก่อกรรม กรรมทำให้เรามามีและมาเป็น การมีการเป็นทำให้เรายึดติด ความยึดติดทำให้เราร้องไห้เมื่อจากพราก ความจากพรากทำให้เราอาลัยและเต็มใจหลงติดอยู่กับความไม่รู้ วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้

งั้นฉันจะไปบวช!

ไปบวชทำไม?

จะได้หลุดจากการเป็นเหยื่อ!

การบวชไม่ได้เป็นประกันว่าคุณจะพ้นจากการเป็นเหยื่อของความไม่รู้ ทุกวัดก็ยังเต็มไปด้วยเหยื่อของความไม่รู้เหมือนทุกบ้าน คุณต้องเป็นอะไรที่ดีกว่าเหยื่อทั่วไปเสียก่อน

อย่างนั้นฉันควรทำอย่างไร?

ทำอย่างที่หญิงชายควรทำกัน!

หญิงชายควรทำอะไรกันบ้าง?

ดูแลกันให้ดี มีน้ำใจต่อกัน ซื่อสัตย์ไม่เป็นอื่น ตามที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้เป็นบันไดขั้นแรก แล้วค่อยๆช่วยกันทำความรู้จักกับความลับที่เหลือ ที่พระพุทธเจ้าเปิดเผยไว้หมดเปลือก หลังจากรู้ความลับทั้งหมดด้วยความเข้าถึงแท้จริงแล้ว ถ้าจะแยกกันบวชก็เป็นการบวชอย่างคนมีกำลังดิ้นให้หลุดกรงแห่งความไม่รู้ ไม่ใช่บวชเพื่อติดอยู่กับความไม่รู้ในอีกกรง!

 

คนที่เป็นคุณเมื่อวาน

ไม่ใช่คนที่เป็นคุณในวันนี้

และจะไม่ใช่คุณในวันพรุ่งนี้

สิ่งเดียวที่เหมือนกันหมด

คือทุกคนถูกหลอกว่าเป็นคุณ!

Recommend