WhatIsLove

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ โดย คุณดังตฤณ
ที่มา http://howfarbooks.com/
จากนิตยสาร- ขวัญเรือน

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

คำพูดนี้เป็นคำที่พระพุทธเจ้าสอนนางวิสาขา
ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ นะ

คือนางวิสาขาเสียหลานไปคนหนึ่ง นางรักหลานคนนี้มาก
พระพุทธเจ้าก็ถามว่า ที่ร้องไห้เพราะอะไร
นางวิสาขาบอก เพราะหลานคนนี้ตาย
พระพุทธเจ้าถามอีกว่า หลานคนอื่นตาย ทำไมไม่เห็นร้องขนาดนี้
นางบอกว่า หลานคนนี้รักมาก เป็นแก้วตาดวงใจ
ท่านถามอีกว่า ถ้าสมมุติมีหลานที่นางวิสาขารักแบบนี้
แบบเดียวกันนี้ อีก ๑๐๐ คน จะไม่อกแตกตายเหรอ
นางวิสาขาก็คิดได้ว่า เออ... ใช่ มันเป็นไปได้ที่เราจะรักใครได้มากขนาดนี้

บางคนรักหมายิ่งกว่าผัว คือตัวความรักมันแสดงให้เห็นว่า
ไม่ว่าจะรักใคร จะรักอะไร มันคือความทุกข์
มันไปยึด รักแบบไปยึด ไม่ใช่รักแบบเมตตา

รักแบบเมตตาคือปรารถนาดี
รักแบบกรุณาคือมีความคิดอยากจะช่วย
รักแบบพลอยยินดีไปกับเขา อนุโมทนาไปกับเขาด้วย
รักแบบมีความเข้าใจ มีเหตุผล
คือทุกอย่างที่มาที่ไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา

ถ้ารักแบบนี้ จะหลุดพ้นจากความรักแบบยึด
จะเป็นรักแบบที่มีคนอื่นเป็นที่ตั้งของความรัก
ไม่ใช่ตัวเราเป็นที่ตั้งของความรัก


รักแล้วต้องร้องไห้ คือมีเราเป็นที่ตั้งของความรักนะ
มีตัวเราได้ประโยชน์จากความรัก
มีตัวเราเป็นผู้รับผลประโยชน์จากความรัก

แต่รักแบบมีคนอื่นเป็นที่ตั้งของความรักนี้ ผลประโยชน์ไปตกกับเขา
เราปรารถนาดีกับเขา อยากช่วยเขา พลอยยินดีไปกับเขา
เราเข้าใจเหตุ เข้าใจผล ที่เขาต้องเป็นไปอย่างหนึ่ง ๆ
เขาตายไปก็เข้าใจว่าถึงเวลาที่เขาต้องไป
ความรักแบบนั้นไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะว่ารักแบบไม่ยึด


เป็นข้อสรุปที่พระพุทธเจ้าบอกนางวิสาขา
วิสาขา... มีรักหนึ่งก็ทุกข์หนึ่งนะ
มีรักสิบก็ทุกข์สิบ มีรักร้อยก็คือทุกข์ร้อย
แล้วถ้าหากว่าไม่มีรักเลย ก็ไม่มีทุกข์เลย

รักแบบโลก ๆ
แต่ถ้ารักด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
แบบนี้มีได้ไม่มีประมาณ
และก็เป็นสุขได้ไม่มีประมาณ

edit @ 25 May 2012 22:29:03 by LuVe ~

คู่แท้

posted on 02 Nov 2011 21:26 by luve in WhatIsLove

คู่แท้

 ที่มา คิดจากความว่าง 4 :  http://www.dungtrin.com

ไม่ได้มานั่งดูทะเลตอนกลางคืนอย่างนี้นานแล้วนะคะ

ก็นั่งดูกันตอนกินข้าวเช้าอยู่เกือบทุกวันแล้วนี่

มันก็ต่างกันนะ

คุณชอบทะเลกลางคืนมากกว่าทะเลเช้าตรู่หรอกหรือ?

เปล่า… เป็นความต่างที่เติมความรู้สึกให้เต็มน่ะค่ะ ทะเลเช้าตรู่ทำให้ฉันรู้สึกถึงชีวิตใหม่ร่วมกับคุณ ส่วนทะเลกลางคืนทำให้ฉันรู้สึกว่าแม้ใกล้จบชีวิตของวันนี้ ก็ยังมีคุณอยู่ไม่ไปไหน

ที่รัก นี่ไม่ได้แกล้งหลอกนะ ผมสาบานว่าจะอยู่กับคุณไปจนแก่

ฉันเชื่อค่ะ เพราะเดือนหน้าคุณก็แก่แล้วนี่

ฮ่ะๆ ใช่ เดือนหน้าผมกำลังจะเป็นตาแก่อายุ ๖๐! เวลาผ่านไปเร็วหรือช้าก็ไม่รู้นะ จำได้แค่เราอยู่ด้วยกันมาเกือบสี่สิบปีเท่านั้น

สามสิบห้าปี สี่เดือน กับอีกสิบสองวัน ฉันนับมาระยะหนึ่งแล้ว…

อือม์ โรแมนติกกว่านั่งนับดาวแบบหนุ่มสาวตั้งแยะ ดวงดาวเป็นแค่ความฝัน จำนวนปีต่างหากคือความจริง!

ตอนคุณพาฉันไปเที่ยวทะเลครั้งแรก ฉันรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝันจริงๆ ฝันว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

ครั้งแรกที่ไหนนะ?

หาดชะอำ

โอ้ใช่! ขอโทษ ผมไม่เคยจดจำละเอียดได้เท่าคุณสักเรื่อง

แค่ทำให้ฉันมีความทรงจำดีๆก็ขอบคุณแล้วค่ะ คนจำเก่งไม่ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์น่าจดจำเสมอไป

สมัยสาวๆไม่พูดอย่างนี้นี่ พอผมลืมนั่นนิดนี่หน่อยคุณงอนไปเจ็ดวัน

ช่วงต้นชีวิตคนเราไม่ค่อยรู้หรอกว่าอะไรมีความหมายอย่างแท้จริง

ถ้าเรามาไม่ถึงวันนี้ ผมก็คงไม่ได้เรียนรู้แง่หนึ่งของชีวิต การอยู่กับคู่แท้จะช่วยให้เรามีความรู้สึกเหมือนเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ!

หึหึ ก็แค่ตอนนั่งชมทะเลกันในเงามืดมั้งคะ ถ้าจะให้รู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวได้จริงๆ คุณต้องทุบกระจกเงาทุกบานทิ้งให้หมด และเวลาอาบน้ำห้ามก้ม ต้องเงยหน้าอย่างเดียว!

ผมเชื่อในสิ่งที่ใจรู้สึก ไม่ศรัทธาสิ่งที่ตาเห็นหรอก! หนุ่มสาวนั่งชมทะเลน่ะนะ อย่างมากก็ฝันหวานถึงการอยู่ร่วมกันตลอดไป แต่มีไม่กี่คู่หรอกที่รู้กว่าการอยู่ร่วมกันตลอดไปมันเป็นยังไง

แล้วเรา… รู้หรือคะ?

อ้าว! หรือคุณว่านี่ไม่ใช่?

การอยู่ร่วมกันตลอดรอดฝั่งทำให้เราได้ชื่อว่าเป็นคู่แท้ แต่ความเป็นคู่แท้ไม่ได้ช่วยให้เราเป็นอมตะ ในที่สุดการหายไปของอีกคนจะฝากไว้แต่ร่องรอยของการเคยอยู่ร่วมกันมา มีอะไรบ้างเป็นหลักฐานของการอยู่ร่วมกันตลอดไป?

ความรู้สึกว่ามีเราอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ร่างกายและความทรงจำนะ คุณยังไม่เห็นหรือว่าระหว่างเราคือโซ่ทองสายยาวไม่รู้จบ ร่างนี้เป็นแค่อีกห่วงโซ่หนึ่งเท่านั้น

ก็คล้ายๆจะเห็นอยู่…

ถ้าเป็นคู่แท้ที่พร้อมจะอยู่ร่วมกันเสมอ ถึงจำกันไม่ได้ก็พร้อมจะรักกันได้!

ถ้าการนั่งดูทะเลด้วยกันในคืนแรกเป็นสิ่งเดียวที่ความรักหยิบยื่นให้ ก็คงน่าติดใจอยู่หรอก แต่ถึงตอนนี้ฉันเนือยๆลงนะ เพราะเรียนรู้แล้วว่าความรักให้ของกำนัลอะไรกับเราบ้าง ทั้งความเหนื่อยจากการปรับตัวเข้าหากัน ทั้งความเหนื่อยจากการมีลูก และทั้งความเหนื่อยจากการเฝ้าดูกันและกันแก่ตัวลง

ผมก็เหนื่อย แต่ยังไม่เบื่อนะ อย่างน้อยเข้าใจล่ะว่าธรรมชาติจะไม่ใจดำปล่อยให้เหนื่อยยืดเยื้อไม่จบสิ้น ความลืมเลือนและร่างใหม่จะช่วยให้เราเกิดความรู้สึกใหม่ เหมือนที่ชีวิตนี้เราหลงเข้าใจว่า ‘เพิ่งเกิดมา’ แท้จริงการเกิดใหม่ก็คือการทิ้งความเบื่อหน่ายและความเหน็ดเหนื่อยไว้ในโลกก่อนเท่านั้น

ฉันนึกถึงตอนตายแล้วมองย้อนกลับมา ทั้งหมดที่กำลังเห็นอยู่นี้คงไม่ต่างจากฝันดี ถ้ามีบุญพอฉันคงตื่นขึ้นในอีกฝันดีหนึ่ง บางทีก็อยากรู้ว่าสายโซ่ทองของคู่เราจะคลี่คลายไปถึงที่สิ้นสุดสักเมื่อไหร่

คุณไม่อยากเที่ยวไปกับผมแล้วหรือ? การมีกันและกันไปชั่วกาลนานคือสิ่งที่คนทั้งโลกต้องการนะ

ฉันอยากเที่ยวกับคุณ แต่ฉันไม่อยากเกิดอย่างคนความจำเสื่อม และมีร่างที่เสื่อมลงสู่ความแก่…

ก็น่าเห็นใจนะ ตอนร่างกายพยศหนักๆ คงไม่มีใครคิดว่าชีวิตน่าพิสมัยสักเท่าไหร่

แม้แต่ความน่าพิสมัยระหว่างการอยู่ด้วยกันก็เถอะ… จะเอาอะไรเป็นหลักประกันให้ได้เจออีก เจอแล้วจำกันได้ ไม่ต้องผ่านช่วงของการขัดใจ ช่วงของการทะเลาะเบาะแว้ง ช่วงของการลังเลตัดสินใจเลือก ตลอดจนช่วงของการปรับตัวเข้าหากันหลังแต่งงาน แค่ชีวิตนี้เราก็ผ่านช่วงแย่ๆมาจนย้อนนึกแล้วรู้สึกว่าน่าเข็ด…

ธรรมชาติต้องการให้เราลืมกัน เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากันใหม่ แล้วจะฝืนใจธรรมชาติไปทำไม?

น่าจะถามว่า ‘ทำไมต้องตามใจธรรมชาติ?’ มากกว่า คุณและฉันจะต้องทนเจ็บออดๆแอดๆด้วยสารพัดโรคอีกกี่ครั้ง เพียงเพื่อพบแล้วจากกันซ้ำไปซ้ำมาเท่านี้หรือ?

ถ้าคุณต้องการหยุด ผมก็จะหยุดตาม! เพราะไม่มีคุณผมก็ไม่รู้จะท่องเที่ยวไกลไปทำไมตามลำพัง แต่คุณก็รู้นี่นะว่าแค่ ‘อยากหยุด’ มันไม่ทำให้หยุดได้ง่ายๆหรอก

แค่เราตั้งใจร่วมกันก็ได้นี่คะ เรารู้จักความรู้สึกแสนดีแสนร้ายของการเป็นคู่แท้มามากพอจะอิ่มเสียทีไหม? เริ่มจากเวลาที่เหลือน้อยของชีวิตนี้ ใช้ความเป็นคู่แท้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แสวงทางยุติร่วมกัน!

 

คู่แท้

คือคู่ที่ทุกข์ร่วมกันไม่เลิก

 

รักแต่ละทีไม่เคยมีบังเอิญ

 ที่มา คิดจากความว่าง 4 :  http://www.dungtrin.com

 

รักที่เกิดจากการสบตาครั้งแรก เป็นรักที่ลึกลับที่สุด และอาจทำให้มนุษย์เจ้าเหตุผลหลายคนจำต้องคิดถึงสิ่งไร้เหตุผลต้นปลาย หรือไม่ก็จำนนให้กับความเชื่อเรื่อง ‘ต้นเหตุที่ถูกลืม’ เช่นอดีตชาติ เพราะความรักชนิดนี้อาจพาไปสู่การร่วมอยู่กินตลอดชีวิต เพียงด้วยความรู้สึกตั้งแต่แรกพบว่า ‘คนนี้คู่เรา’ และพบในนาทีสุดท้ายยามตายจากกันว่า ‘อย่างนี้ก็มีจริง’ น้ำตาอาลัยและความมั่นใจว่าจะได้พบกันอีก คือบทสรุปที่ทำให้รักลึกลับชนิดนี้เป็นที่กระจ่างขึ้น

รักที่เกิดจากการเกื้อกูลกันและกัน เป็นรักที่เริ่มจากความปรองดอง มีความรู้สึกแสนดี อบอุ่น และสุขสบายภายในรัศมีสายตาของอีกฝ่าย อย่างรู้ว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน มีความเสมอกัน รักชนิดนี้เป็นสิ่งมีที่มาที่ไป และชวนให้เห็นว่าความรักหาใช่สิ่งมหัศจรรย์เกินความเข้าใจ ปัญหาก็คือชั่วชีวิตคนๆหนึ่ง อาจไม่พบใครที่เต็มใจให้ความร่วมมือเกื้อกูลกันมากพอเลยสักครั้งเดียว

รักที่เกิดจากความใกล้ชิด เป็นรักที่อาศัยการอยู่ด้วยกันบ่อยๆ ใกล้กระแสกายกระแสใจของอีกฝ่ายแล้วไม่รู้สึกขัดแย้ง ไม่เกิดความรังเกียจ หญิงชายที่เข้าข่ายดังกล่าว จะพบว่าเพียงใกล้กายธรรมชาติระหว่างเพศก็ทำงานแล้ว ดึงดูดให้อยากประกบติดกันได้แล้ว รักชนิดนี้อาจดูเป็นจริงเป็นจังและมีตัวตนจับต้องได้ ต่อเมื่อลองพยายามจับต้องให้มั่นมือ จึงรู้ว่าจริงหรือเก๊ แข็งหรือเหลว คงทนหรือละลายเร็วกันแน่

รักที่เกิดจากการคุยถูกคอ เป็นรักที่นับว่ามีพื้นฐานดีระดับหนึ่ง เพราะการคุยกันถูกคอมักหมายถึงการพูดกันรู้เรื่อง รวมทั้งมีเรื่องที่สื่อสารแลกเปลี่ยนกันได้ แต่การพูดคุยมิใช่ทั้งหมดของการอยู่ร่วมกัน หากความแตกต่างด้านอื่นชวนให้ไม่สนุก เกิดความสนุกจากการคุยอย่างเดียว ในระยะยาวจะคุยแล้วสนุกน้อยลงเรื่อยๆ หรือกระทั่งยิ่งคุยยิ่งเป็นทุกข์ อยากเมินหนีออกไปทุกที

รักที่เกิดจากการคุยแบบไม่เคยเจอตัว เป็นรักที่มีเสน่ห์วาบหวาม เพราะอาจไม่ต้องยืนพื้นอยู่บน ‘โลกความจริง’ ใดๆ อาศัยเพียงจินตนาการอันเกิดจากลีลาเจรจาท่าเดียวพอ ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตกลายเป็น ‘อีกโลกความจริงหนึ่ง’ ที่รักชนิดนี้เกิดขึ้นที่โน่นที่นี่ และอาจพังลงด้วยความหนาวเย็นเพียงเมื่อปรากฏ ‘ที่สุดของความจริง’ ยามเจอตัวกัน น้อยนักที่ความจริงกับเรื่องเหนือจริงในจินตนาการจะประจบกันได้สนิท

รักที่เกิดจากความเห็นใจ เป็นรักที่น่าสับสน เพราะคนเรามักแยกไม่ออกว่า ‘ความรัก’ กับความ ‘สงสารมาก’ ต่างกันตรงไหน คนบางคนสมควรได้รับการสงสาร ไม่ใช่เพราะเรียกร้องความสงสาร แต่เพราะเหมือนเป็นคนดีตกยาก เหมือนลูกหมาลูกแมวน่ารักที่ตุหรัดตุเหร่หาคนเลี้ยงดู เมื่อตรงมาทางเราแล้วปฏิเสธ ก็เหมือนใจไม้ไส้ระกำจนชวนให้รู้สึกผิดรุนแรง ไม่อาจทนดูดาย รักที่มีแต่ความสงสารและเห็นใจอย่างเดียว อาจจบลงด้วยโศกนาฏกรรมในทางใดทางหนึ่ง ไม่ทางกายก็ทางจิตวิญญาณ เพราะในระยะยาวมนุษย์ทุกคนต้องเห็นใจตัวเองก่อนคนอื่น ไม่อาจทนเสียสละให้กับความน่าสงสารของคนอื่น แล้วปล่อยให้ทั้งชีวิตของตนเต็มไปด้วยความน่าสงสารนานัปการไหว

รักที่เกิดจากความคิดอยากตอบแทน เป็นรักที่มาพร้อมกับความรู้สึกถูกรู้สึกผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตระหนักว่าทางเดียวที่จะตอบแทน คือการมอบความรักความพิศวาสใหักับผู้ทรงพระคุณซึ่งมาสนใจตน ภาคหนึ่งของความรู้สึกจะถูกต้อง ในขณะที่อีกภาคจะบาดใจและเต็มไปด้วยความ ‘ผิดปกติ’ รักชนิดนี้เหมือนการหลอกตัวเอง หลอกคนอื่น กระทั่งนานถึงจุดหนึ่งจะรู้ซึ้งว่ารักหลอกเป็นอย่างไร ทรมานใจได้แค่ไหน

รักที่เกิดจากการได้รับความเอาใจใส่ยิ่งยวด เป็นรักที่อีกฝ่ายยอมตนเป็นข้าทาส ปล่อยให้ตนเอาแต่ใจได้ทุกอย่าง รักชนิดนี้เป็นอารมณ์ใจอ่อนและไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า หรือรู้สึกผิดเกินกว่าจะหลอกใช้โดยไม่ให้อะไรตอบแทน ก้ำกึ่งอยู่ในระหว่างการเห็นค่า กับการไม่เห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสายตาแม้แต่นิดเดียว รู้เพียงถ้ามีอีกฝ่ายอยู่ ตนจะได้ทุกสิ่งราวเจ้าชายหรือเจ้าหญิง แต่ก็พร้อมจะเย็นชาหรือเมินหน้าหนีเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบตัวเลือกอื่นที่คุณสมบัติพร้อมกว่ากัน

รักที่เกิดจากความหลงรูปสมบัติภายนอก เป็นรักที่ปล่อยให้อิทธิพลของรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง หรือลักษณะทางกายภาพอื่นๆเข้าครอบงำ รักชนิดนี้ไม่มีหลักค้ำ ไม่มีฐานยืน เลื่อนลอยและต้องออกแรงจนเลือดตาแทบกระเด็น เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนว่าเป็นรักที่สมควรแล้ว ซึ่งเพียงไม่กี่วันก็อาจพบว่ามันไร้เหตุผลสิ้นดีกับการรักษาความรักไว้เพื่อ ความเหนื่อยเปล่า

รักที่เกิดจากความติดใจคุณสมบัติเด่น เป็นรักที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดและความตรึงใจ อาจจะจากการฟังลีลาการพูด หรือการเห็นความสามารถในทางใดทางหนึ่ง หรือการพลอยปีติแรงไปกับความสำเร็จรุ่งเรืองส่งกลิ่นหอมหวนขจรขจายของอีก ฝ่าย รักชนิดนี้มักขาดๆเกินๆ เต็มไปด้วยก้าวกระโดด แบบกระโดดมาแล้วกระโดดไป ไม่ค่อยยืนอยู่บนความเข้ากันได้ หลายปีผ่านไปอาจต้องตระหนักว่าความเด่นเป็นแค่เครื่องล่อความสนใจในระยะแรก หาใช่องค์ประกอบแห่งรักในระยะยาวไม่

รักที่เกิดจากการหลงภาพลวงตา เป็นรักที่ยืนอยู่บนมายา ฝ่ายหนึ่งอาจหวังผล จึงสร้างนิสัยน่ารักน่าใคร่ขึ้นมาล่อตาล่อใจให้หลงติด รักชนิดนี้อาจเรียกแรงทะยานได้ขนาดถูกฉุดให้หัวปักหัวปำ ยิ่งถลำลึกลงไปในกับดักหรือเหยื่อล่อมากขึ้นเพียงใด หูตาก็ยิ่งมืดมัว เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวมากขึ้นเท่านั้น รู้ทั้งรู้อยู่ในส่วนลึกว่าถูกหลอกใช้ แต่ความคิดก็ถูกดึงให้ปักใจศรัทธาในเรื่องหลอก ขอให้ได้บอกตัวเองว่าอีกฝ่ายรักตน แคร์ตนเท่านั้นพอ จะยอมบุกน้ำลุยไฟหรือกระทั่งตกนรกทั้งเป็นก็ยังไหว

รักที่เกิดจากความเกลียด เป็นรักที่ซับซ้อน อาจเริ่มมาจากความเหนื่อยล้า เคยแค้นมาก จ้องจับผิดมาก ด่ามาก กระทั่งใจผูกอยู่กับอีกฝ่ายอย่างเหนียวแน่น และบีบให้ต้องรู้รายละเอียดของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องยอมรับข้อดี แล้วเกิดแรงดันของความอยากขออภัย หรืออยากให้อภัย หรืออยากญาติดีกัน นั่นเองพลังความเกลียดหรือความแค้นเก่าๆจึงแปรตัวเป็นราคะ เพราะไฟโทสะเป็นญาติสนิทกับไฟราคะ ต่างก็เป็นไฟมืดด้วยกัน มีกิจเป็นการเผาผลาญให้ใจเกิดความร้อนรุ่มเหมือนๆกัน เคยเกลียดแรงแค่ไหนก็กลายเป็นราคะแรงแค่นั้น รักชนิดนี้อาจเต็มไปด้วยความไม่ได้อย่างใจ ระหองระแหง กลับไปกลับมาระหว่างเห็นข้อดีและจับผิดเพ่งโทษ

รักยังมีเหตุอีกมาก แต่บางความรักก็ไม่ใช่ความรัก เช่นรักความรวยนั้น เป็นคนละเรื่องกันกับรักคนรวย ความรวยอย่างเดียวไม่มีทางเป็นเหตุแห่ง ‘ความรู้สึกรักคน’ ได้เลย

รักระหว่างหญิงชายจะเกิดจากเหตุอันใด ยืนพื้นอยู่บนบุญบาปแบบไหนก็ตาม ท้ายสุดก็มีฤทธิ์ผูกใจไว้ ไม่ให้ได้เป็นไทในตนเอง จนกว่าใครจะแสวงหา ‘ความรักอิสรภาพทางใจ’ และพบกับรักชนิดนั้นจริง จึงยุติการสร้างเหตุแห่งทุกข์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งลงเสียได้อย่างถาวร

 

ถ้ายังไม่มีความรัก

เรารู้แน่ว่าจะต้องทุกข์แบบเหงา

แต่ถ้าจะฝืนมีความรักให้จงได้

เราไม่รู้เลยว่าจะต้องทุกข์แบบไหนแน่

Recommend